 |
| ร้อนๆกับซุบ |
| กับอากาศเย็นๆ |
เคยสังเกตไหมว่า
เมื่ออากาศเปลี่ยน อาหารที่เราอยากกินก็เปลี่ยนตาม ช่วงอากาศหนาวๆ
ความรู้สึกอยากกินเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือ อาหารรสชาติเผ็ดร้อน
จะวิ่งปรู๊ดขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ทันที ทั้งที่ปกติ
อาหารประเภทนี้จะอยู่บ๊วยๆ ของลิสต์ช่วงหน้าร้อน
จริงอยู่ที่ไม่ว่าจะกินหรือย่อยอาหารประเภทไหน
อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีอาหาร
บางชนิดที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตความร้อน มากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ เช่น
อาหารที่มีโปรตีนสูง จะให้ความอบอุ่นมากกว่าอาหารจำพวกแป้งหรือไขมัน
อาหารโปรตีนสูงที่ผ่านการเคี่ยว หรือตุ๋น จึงเหมาะสำหรับกินช่วงฤดูหนาว
ส่วนอาหารรสเผ็ดร้อน รวมถึงยาจีนแผนโบราณ ที่ประกอบด้วยส่วนผสมรสเผ็ดร้อน
อาทิ ขิง พริก พริกไทย กระเทียม ฯลฯ ก็ล้วนเป็นอาหารที่จำเป็น ในช่วงนี้
เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นจากภายในได้
‘ซุป’ เมนูฟื้นฟูหวัด!
ซุปไก่ที่ปรุงแบบดั้งเดิมนี่แหละ ให้ประโยชน์สุดๆ แก่ร่างกาย
เพราะนอกจากจะทำให้ ร่างกายได้รับน้ำแล้ว ในสมัยโบราณ
ซุปไก่ยังนำมาใช้ดื่มเพื่อฟื้นฟูอาการจากโรคหวัดด้วย
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนมาจากคำอธิบายที่ว่า
เครื่องดื่มหรืออาหารจำพวกน้ำร้อนๆ จะทำให้จมูกโล่ง ลดอาการคัดจมูก
และช่วยเร่งการไหลระบายออกของเมือกภายในจมูกได้เป็นอย่างดี
เครื่องเทศในน้ำซุปที่มีกลิ่นฉุน อาทิ หัวหอม พริกไทย
จะกระจายเป็นไอที่เราหายใจเข้า ทำให้จมูกโล่งขึ้น
และไม่เฉพาะซุปไก่เท่านั้น โปรตีนไขมันต่ำอย่างปลาและสัตว์ปีก ก็เหมาะที่จะ
นำมาเคี่ยวหรือตุ๋นเป็นเมนูยอดฮิตสำหรับฤดูหนาวเหมือนกัน
“ไข้หวัด” ดูจะเป็นโรคที่เป็นธรรมดาสามัญที่เราทุกคนต่างคุ้นเคยกันดี
ว่ากันว่าในหนึ่งปีมีคนที่ต้องเผชิญกับไข้หวัดถึงร้อยละ 94-96
นั่นก็เท่ากับว่ามีคนเพียง 4-6
เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากหวัดได้
ไข้หวัดเกิดได้ตลอดทั้งปีหากร่างกายของเราอ่อนแอ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
และอากาศยังเปลี่ยนแปลงบ่อย ยิ่งช่วงนี้อากาศบ้านเรามีฝน
แถมยังมีอากาศหนาวยามเช้า ทำเอาสภาพร่างกายของหลายคนปรับตัวไม่ทัน
เพราะมักจะคุ้นชินกับอากาศร้อนเสียมากกว่า
ทำให้หันไปทางไหนเดี๋ยวคนโน้นก็จาม คนนี้ก็น้ำมูกไหลเป็นไข้กันระนาว
ต้องหาซื้อยามารับประทานกันเป็นว่าเล่น
บางคนอยากหายเร็วหน่อยก็ให้คุณหมอฉีดยาให้รู้แล้วรู้รอดกันไป
หลายคนอาจจะเบื่อที่เป็นหวัดทีไรก็ต้องพึ่งยาพึ่งหมอกันทุกที
ไม่มีวิธีอื่นเลยหรือที่จะบรรเทาอาการหวัดที่แสนจะน่ารำคาญเหล่านี้ได้
ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วนะคะ
กัลยาณมิตรหลายๆท่านเริ่มป่วยเนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน
หลายท่านที่พอป่วยแล้วภานาดีขึ้น ได้ถือโอกาสดูทุกข์
แต่หลายๆท่านพอป่วยแล้วทำให้การภาวนาแย่ลงไป เนื่องจากตอนป่วยจะปวดหัว
ตัวร้อน ต้องกินยา ซึ่งจะทำให้ง่วงมีโมหะครอบงำ
ทำให้ดูกายดูใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านพระไตรปิฏกเกี่ยวกันเรื่องสัปปายะ ซึ่งมีดังนี้
1. อาวาสสัปปายะ (ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ)
2. โคจรสัปปายะ (ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป)
3. ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ 10 และพูดแต่พอประมาณ)
4. ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ)
5. โภชนสัปปายะ (อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก)
6. อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น)
7. อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี)
วันนี้จึงจะนำเสนอเรื่อง โภชนสัปปายะ อาหารที่เกื้อกูลกับสุขภาพของผู้ภาวนาในหน้าหนาว
แพทย์ได้แนะนำเอาไว้ว่า
1.ควรทานอาหารที่มีรสร้อน เช่น พริกไทย ไม่ว่าจะเป็นพริกไทยอ่อน พริกไทยดำ
พริกไทยขาว หรือพริกไทยป่น
ซึ่งแพทย์ได้แนะนำว่าถ้าเป็นพริกไทยป่นให้ทานร่วมกับอาหารประมาณครึ่งช้อนชา
ต่ออาหารหนึ่งมื้อ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นต้านทานความหนาวเย็นได้ดี
2. อาหารที่มีวิตามิน C สูง เช่น แกงส้มดอกแค หรือผลไม้ต่างๆ
อาหารที่มีรสเปรี้ยวแต่พอดีไม่เปรี้ยวมากเกินไปจะทำให้เลือดลมเดินดี
และช่วยลดเสมหะในลำคอ
และอาหารรสเปรี้ยว(แต่พอดี)ยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายด้วย
สิบอับดับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่
1. ฝรั่ง
2. ผลกีวี
3. มะละกอ
4. แคนตาลูป
5. สตรอเบอรี่
6. มะม่วง
7. มะนาว
8. ส้ม
9. แพชชันฟรุ๊ต
10.ผลเคอเร้นสีแดง
3. ทานหัวหอม เพราะในตัวหอมเอง ก็มีสารเคอร์ซิติน (Quercetin) ที่มีฤทธ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน และต้านฮิสตามีน
4. ทานน้ำขิง น้ำข่า เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
5.ไม่ควรทานอาหารที่มีรสมัน เนื่องจากจะทำให้เกิดเสมหะเยอะ ซึ่งจะทำให้เกิดการไอและระคายคอได้
รักษาสุขภาพ ทานอาหารที่เหมาะกับฤดู กับ อากาศ จะช่วยให้เราไม่ป่วย
ทำให้การภวนาของเราไม่ถูกอาการไข้ไม่สบายรบกวน
เนื่องจากเวลาของเรามีน้อยลงทุกวันๆ
ดังนั้นเราต้องรีบเร่งภาวนาให้ได้มากที่สุด อย่าให้ชักช้า
ไม่อย่างนั้นพวกเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้
|
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น